วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ข่าวเกี่ยวกับการศึกษา
แจก "แทบเล็ต" ป.1 5 หมื่นเครื่องวันนี้ ส่งจังหวัดละ 2 รอบ
สพฐ. เตรียมแจก 'แทบเล็ต' " ป.1 วันนี้ พร้อมปรับแผนกระจายแทบเล็ตใหม่ จัดสรรให้ทุกจังหวัดไล่ตามตัวอักษรจาก "ก-ฮ"แบ่งเป็น จังหวัดละ 2 รอบ นักเรียน ป.1 กระบี่ กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี กำแพงเพชร กรุงเทพมหานครได้รับก่อน ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงหมวด อ ทุกจังหวัดจะได้รับเครื่องแทบเล็ตประมาณ 48%
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดพิธีปล่อยขบวนรถคาราวานส่งเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา Tablet ของนักเรียน ป.1 ล็อตแรกจำนวน 50,000 เครื่องวันนี้ (18 ก.ค.) ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และโรงเรียนต่างๆ โดยจะปล่อยจากบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากกำหนดการที่จะมีพิธีปล่อยคาราวานกระจายเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาหรือแทบเล็ตจากเดิมคือวันที่ 16 ก.ค. ซึ่งสพฐ.ได้เลื่อนพิธีการมาเป็นวันนี้ เพราะติดปัญหาเรื่องเวลาในการส่งมอบเครื่องแทบเล็ตใกล้เคียงกับกำหนดการเดิมตนจึงให้เลื่อยไปเป็นวันพุธที่ 18 ก.ค.นี้ โดยบริษัท พัสดุภัณฑ์ไทย จำกัด จะเป็นผู้จัดส่งเครื่องแทบเล็ตทั้งหมด ซึ่งในล็อตแรกจะจัดส่งไปยัง สพป.และโรงเรียนต่างๆ จำนวน 50,000 เครื่อง ตามจังหวัดหมวด ก ไปตามลำดับ โดยแต่ละแห่งจะได้รับเครื่องแทบเล็ตประมาณ 48% ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมด
"วันนี้ถือเป็นการตีระฆังว่า แทบเล็ตเริ่มกระจายให้เด็กนักเรียนชั้น ป.1 เริ่มต้นขึ้นแล้ว และในวันที่ 19 ก.ค. นี้ จะนำแทบเล็ตส่วนหนึ่งไปมอบให้แก่โรงเรียนดาราคาม ในเขตคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กนักเรียนฐานะไม่ค่อยดี โดยจะมีการเสวนานักวิชาการ มีคณะผู้บริหารและรัฐมนตรีได้พูดคุยเชิงนโยบายว่าเครื่องแทบเล็ตจะแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้อย่างไร จากนั้นก็จะจัดเสวนาอีกครั้งที่ จ.สมุทรสาคร" นายชินภัทร กล่าว
นายชินภัทร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการกระจายแทบเล็ตไปในแต่ละจังหวัด จะแบ่งเป็นจังหวัดละ 2 ครั้ง โดยในล็อตแรก โรงเรียนประถมทุกแห่งในทุกจังหวัดตั้งแต่อักษร ก เป็นต้นไปจะได้เครื่องแทบเล็ตครึ่งหนึ่งก่อนเพื่อให้ทุกโรงเรียนได้แทบเล็ต เหมือนการกระจายความสุขให้แก่เด็กๆ ทั่วประเทศ จากนั้นเมื่อเครื่องแทบเล็ตล็อตสองก็จะกระจายที่เหลือคาดว่าการกระจายเครื่องแทบเล็ตให้ครบทั้งหมดภายในภาคเรียนนี้
นายชินภัทร เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ก.ค. นี้ โดยจะสามารถดำเนินการกระจายเครื่องแทบเล็ตล็อตแรกนี้ไปยังโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดหมวด ก ไปตามลำดับ จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรก กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี กำแพงเพชร กรุงเทพมหานคร ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึง จังหวัดหมวด อ โดยแต่ละจังหวัดจะได้รับเครื่องแท็บเล็ตประมาณ 48% ของจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมดในจังหวัดก่อน คาดว่าจะสามารถจัดสรรแทบเล็ตได้ครบทั้งหมดภายในภาคเรียนนี้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระบวนการกระจายแทบเล็ตล่าช้ากว่ากำหนดการเนื่องจาก การตรวจสอบเครื่องแทบเล็ต ต้องรอให้ครบ 35,000 เครื่องก่อน จากนั้นคณะกรรมการตรวจรับจากกระทรวงไอซีทีก็จะเริ่มสุ่มตรวจเครื่องแทบเล็ตจำนวน 500 เครื่อง และเมื่อตรวจสอบและเซ็นตรวจรับเรียบร้อยแล้ว กระทรวงไอซีที จะทำหนังสือส่งมอบแทเล็ตให้กับ สพฐ.อย่างเป็นทางการ โดยเครื่องแทบเล็ตทั้งหมดยังถูกเก็บในคลังสินค้าของบริษัท พัสดุภัณฑ์ไทย จำกัด เมื่อ สพฐ.ได้รับหนังสือส่งมอบแล้วก็สามารถดำเนินการกระจายเครื่องแทบเล็ตล็อตแรกนี้ไปยังโรงเรียนต่างฯในจังหวัดหมวด ก. ไปตามลำดับ โดยแต่ละแห่งจะได้รับเครื่องแทบเล็ตประมาณ 48%ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมด
"การกระจายเครื่องแทบเล็ตไปยังโรงเรียนต่างๆ ต้องดูความพร้อมและเลือกวันที่ดีๆ เพื่อเป็นการตีระฆังว่า แทบเล็ตเริ่มกระจายให้เด็กนักเรียนชั้นป.1 เริ่มต้นขึ้นแล้ว และในวันที่ 19 ก.ค.นี้จะนำแทบเล็ตส่วนหนึ่งไปมอบให้โรงเรียนดาราคาม ในเขตคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กนักเรียนฐานะไม่ค่อยดี โดยจะมีการเสวนานักวิชาการ มีคณะผู้บริหารและรัฐมนตรีได้พูดคุยเชิงนโยบายว่าเครื่องแทบเล็ตจะแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้อย่างไร จากนั้นก็จะจัดเสวนาอีกครั้งที่ จ.สมุทรสาคร" นายชินภัทร กล่าว
ครูป.1พร้อมสอนใช้แทบเล็ต
นายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สพฐ. เปิดเผยว่าการจัดอบรมศึกษานิเทศก์แกนนำการใช้แทบเล็ตเพื่อให้ครูใช้สอนนักเรียนชั้น ป.1 จำนวน 588,967 คน ซึ่งเป็นการอบรมศึกษานิเทศก์ด้านบูรณาการใช้แทบเล็ต เพื่อยกระดับการเรียนการสอนและเป็นแนวทางให้ศึกษานิเทศก์นำไปใช้ฝึกอบรมครูชั้น ป. 1 ต่ออีกครั้งหนึ่ง โดยการอบรมจะแบ่งเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
สพฐ. เตรียมแจก 'แทบเล็ต' " ป.1 วันนี้ พร้อมปรับแผนกระจายแทบเล็ตใหม่ จัดสรรให้ทุกจังหวัดไล่ตามตัวอักษรจาก "ก-ฮ"แบ่งเป็น จังหวัดละ 2 รอบ นักเรียน ป.1 กระบี่ กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี กำแพงเพชร กรุงเทพมหานครได้รับก่อน ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงหมวด อ ทุกจังหวัดจะได้รับเครื่องแทบเล็ตประมาณ 48%
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดพิธีปล่อยขบวนรถคาราวานส่งเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา Tablet ของนักเรียน ป.1 ล็อตแรกจำนวน 50,000 เครื่องวันนี้ (18 ก.ค.) ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และโรงเรียนต่างๆ โดยจะปล่อยจากบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากกำหนดการที่จะมีพิธีปล่อยคาราวานกระจายเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาหรือแทบเล็ตจากเดิมคือวันที่ 16 ก.ค. ซึ่งสพฐ.ได้เลื่อนพิธีการมาเป็นวันนี้ เพราะติดปัญหาเรื่องเวลาในการส่งมอบเครื่องแทบเล็ตใกล้เคียงกับกำหนดการเดิมตนจึงให้เลื่อยไปเป็นวันพุธที่ 18 ก.ค.นี้ โดยบริษัท พัสดุภัณฑ์ไทย จำกัด จะเป็นผู้จัดส่งเครื่องแทบเล็ตทั้งหมด ซึ่งในล็อตแรกจะจัดส่งไปยัง สพป.และโรงเรียนต่างๆ จำนวน 50,000 เครื่อง ตามจังหวัดหมวด ก ไปตามลำดับ โดยแต่ละแห่งจะได้รับเครื่องแทบเล็ตประมาณ 48% ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมด
"วันนี้ถือเป็นการตีระฆังว่า แทบเล็ตเริ่มกระจายให้เด็กนักเรียนชั้น ป.1 เริ่มต้นขึ้นแล้ว และในวันที่ 19 ก.ค. นี้ จะนำแทบเล็ตส่วนหนึ่งไปมอบให้แก่โรงเรียนดาราคาม ในเขตคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กนักเรียนฐานะไม่ค่อยดี โดยจะมีการเสวนานักวิชาการ มีคณะผู้บริหารและรัฐมนตรีได้พูดคุยเชิงนโยบายว่าเครื่องแทบเล็ตจะแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้อย่างไร จากนั้นก็จะจัดเสวนาอีกครั้งที่ จ.สมุทรสาคร" นายชินภัทร กล่าว
นายชินภัทร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการกระจายแทบเล็ตไปในแต่ละจังหวัด จะแบ่งเป็นจังหวัดละ 2 ครั้ง โดยในล็อตแรก โรงเรียนประถมทุกแห่งในทุกจังหวัดตั้งแต่อักษร ก เป็นต้นไปจะได้เครื่องแทบเล็ตครึ่งหนึ่งก่อนเพื่อให้ทุกโรงเรียนได้แทบเล็ต เหมือนการกระจายความสุขให้แก่เด็กๆ ทั่วประเทศ จากนั้นเมื่อเครื่องแทบเล็ตล็อตสองก็จะกระจายที่เหลือคาดว่าการกระจายเครื่องแทบเล็ตให้ครบทั้งหมดภายในภาคเรียนนี้
นายชินภัทร เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ก.ค. นี้ โดยจะสามารถดำเนินการกระจายเครื่องแทบเล็ตล็อตแรกนี้ไปยังโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดหมวด ก ไปตามลำดับ จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรก กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี กำแพงเพชร กรุงเทพมหานคร ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึง จังหวัดหมวด อ โดยแต่ละจังหวัดจะได้รับเครื่องแท็บเล็ตประมาณ 48% ของจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมดในจังหวัดก่อน คาดว่าจะสามารถจัดสรรแทบเล็ตได้ครบทั้งหมดภายในภาคเรียนนี้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระบวนการกระจายแทบเล็ตล่าช้ากว่ากำหนดการเนื่องจาก การตรวจสอบเครื่องแทบเล็ต ต้องรอให้ครบ 35,000 เครื่องก่อน จากนั้นคณะกรรมการตรวจรับจากกระทรวงไอซีทีก็จะเริ่มสุ่มตรวจเครื่องแทบเล็ตจำนวน 500 เครื่อง และเมื่อตรวจสอบและเซ็นตรวจรับเรียบร้อยแล้ว กระทรวงไอซีที จะทำหนังสือส่งมอบแทเล็ตให้กับ สพฐ.อย่างเป็นทางการ โดยเครื่องแทบเล็ตทั้งหมดยังถูกเก็บในคลังสินค้าของบริษัท พัสดุภัณฑ์ไทย จำกัด เมื่อ สพฐ.ได้รับหนังสือส่งมอบแล้วก็สามารถดำเนินการกระจายเครื่องแทบเล็ตล็อตแรกนี้ไปยังโรงเรียนต่างฯในจังหวัดหมวด ก. ไปตามลำดับ โดยแต่ละแห่งจะได้รับเครื่องแทบเล็ตประมาณ 48%ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมด
"การกระจายเครื่องแทบเล็ตไปยังโรงเรียนต่างๆ ต้องดูความพร้อมและเลือกวันที่ดีๆ เพื่อเป็นการตีระฆังว่า แทบเล็ตเริ่มกระจายให้เด็กนักเรียนชั้นป.1 เริ่มต้นขึ้นแล้ว และในวันที่ 19 ก.ค.นี้จะนำแทบเล็ตส่วนหนึ่งไปมอบให้โรงเรียนดาราคาม ในเขตคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กนักเรียนฐานะไม่ค่อยดี โดยจะมีการเสวนานักวิชาการ มีคณะผู้บริหารและรัฐมนตรีได้พูดคุยเชิงนโยบายว่าเครื่องแทบเล็ตจะแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้อย่างไร จากนั้นก็จะจัดเสวนาอีกครั้งที่ จ.สมุทรสาคร" นายชินภัทร กล่าว
ครูป.1พร้อมสอนใช้แทบเล็ต
นายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สพฐ. เปิดเผยว่าการจัดอบรมศึกษานิเทศก์แกนนำการใช้แทบเล็ตเพื่อให้ครูใช้สอนนักเรียนชั้น ป.1 จำนวน 588,967 คน ซึ่งเป็นการอบรมศึกษานิเทศก์ด้านบูรณาการใช้แทบเล็ต เพื่อยกระดับการเรียนการสอนและเป็นแนวทางให้ศึกษานิเทศก์นำไปใช้ฝึกอบรมครูชั้น ป. 1 ต่ออีกครั้งหนึ่ง โดยการอบรมจะแบ่งเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่
1.การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาพอนาคตการศึกษาไทยโดยหลังจากศึกษานิเทศก์แกนนำผ่านการอบรมแล้ว จากนั้นก็จะไปจัดการอบรมครูชั้น ป.1 อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต้องให้แล้วเสร็จภายในเดือนส.ค. นี้
2.การสร้างความรู้และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์พกพาแทบเล็ตในการจัดการเรียนรู้
3.สร้างความรู้เกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้สำหรับคอมพิวเตอร์พกพาแทบเล็ต
4.สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพาแทบเล็ต และ
5. สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศูนย์บริการคอมพิวเตอร์พกพาแทบเล็ตเพื่อการเรียนการสอน
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
LINE
| LINE คืออะไร |
LINE เป็นโปรแกรมแชทที่สามารถใช้งานได้ทั้งโทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการ iOS, Android, Windows Phone ล่าสุดสามารถใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์ PC และ Mac ได้แล้ว ด้วยความที่มีลูกเล่นมากมาย สามารถแชท ส่งรูป ส่งไอคอน ส่ง Sticker ตั้งค่าคุยกันเป็นกลุ่ม ฯลฯ ทำให้มีผู้ใช้งานแอพนี้เป็นจำนวนมาก
สิ่งที่โดดเด่นของ LINE
- สามารถเพิ่มกลุ่มสนทนาหรือเชิญเพื่อนได้ถึง 100 คน
- ออกแบบให้สามารถโทร.หากันฟรีแบบ 1 ต่อ 1
- พัฒนาคุณภาพของการโทร.ให้ดียิ่งขึ้น โดยตัดเสียงรบกวนและเสียงแทรกจากบริเวณรอบๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถพูดคุย
- ส่งวิดีโอ และข้อความเสียงฟรี
การแอดเพื่อนของ LNE สามารถทำได้หลายแบบ เช่น
- Shake It โดยเข้าโปรแกรม LINE ทั้งเราและเพื่อนแล้วให้เขย่าโทรศัพท์ใกล้ๆ กัน เพียงแค่นี้เพื่อนก็จะถูกแอดเข้ามาในรายชื่อของเราแล้ว
- แอดเพื่อนจากรายชื่อที่อยู่ในโทรศัพท์ โดยที่สามารถกดเลือกได้เลย
- แอดเพื่อนด้วย QR code โดยเมื่อเข้าไปแล้วจะมีช่องที่เป็นกล้องให้เราอ่าน QR Code ของเพื่อน
- แอดเพื่อนโดยการค้นหาไอดีของเพื่อน
นอกจากนี้ LINE ยังมีโปรแกรมเสริม ทั้ง LINE Camera ที่ถ่ายภาพฟรี พร้อมกรอบกว่า 100 แบบ และแสตมป์แต่งภาพมากกว่า 600 แบบเก๋ๆ โดยจุดเด่นของแอพพลิเคชั่นนี้คือ dki ตกแต่งภาพหลากหลายรวมไปถึงการถ่ายภาพผ่านฟิลเตอร์ถึง 14 แบบ ที่ช่วยปรับแต่งภาพและรายละเอียดให้ภาพของคุณดูดียิ่งขึ้น พร้อมด้วยพู่กันกว่า 156 ชนิด เพื่อให้ผู้ใช้ได้แต่งแต้มด้วยแสตมป์และเลือกแบบตัวอักษรต่างๆ พิมพ์ข้อความลงบนภาพตามสไตล์ของตัวเอง และสามารถแชร์ภาพได้โดยตรงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กได้อีกด้วย
อีกทั้งโปรแกรมส่งการ์ดฟรีที่เรียกว่า LINE Card โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความส่วนบุคคล โดยเลือกจากภาพการ์ดต่างๆ ได้ฟรีตามความชอบ และสามารถเลือกภาพของตัวเองจากคลังภาพและแทรกไปในภาพการ์ด เพื่อแต่งเติมและส่งต่อไปถึงบุคคลพิเศษนั่นเอง
แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นการต่อยอดแบบไม่มีหวงของ LINE ก็คือการนำโปรแกรม LINE มาไว้ใน PC สำหรับวินโดวส์และ Mac รวมถึงเบราเซอร์สำหรับสมาร์ทแท็บเล็ต ที่ผู้ใช้ยังสามารถใช้รหัส LINE QR เพื่อเข้าสู่ระบบในเวอร์ชั่นพีซีได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนเพิ่มเติม ทำให้ผู้ใช้ไม่พลาดการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนผ่านโปรแกรม LINE ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน รวมถึงบริการของโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
จากการเติบโตที่รวดเร็วเมื่อเทียบกับโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ แล้ว ถือว่า LINE ได้เปรียบมาก เพราะแค่ 257 วัน ก็มีผู้ใช้ถึง 20 ล้านคน และหลังจากนั้นอีก 6 เดือน เพิ่มขึ้นถึง 35 ล้านคน จะเห็นได้ว่า LINE มีการเพิ่มขึ้นมากถึง 600 เปอร์เซ็นต์
เรียกได้ว่ามาแรงมากสำหรับโปรแกรม LINE นอกจากจะมีให้โหลดฟรีแล้ว ยังมีคุณสมบัติหลายอย่างให้เราได้เพลิดเพลินในการใช้ ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาเพื่อตอบสนองกับโลกออนไลน์ในปัจจุบัน ที่ไม่มุ่งหวังแต่รายได้ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ในสมาร์ทโฟนของคนส่วนใหญ่ จะมีโปรแกรมนี้บรรจุอยู่แทบจะ 100 %
|
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
ทศนิยมและการบวกลบทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1
ทศนิยมและการบวกลบทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1
ทศนิยม
การบอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวนในชีวิตประจำวัน เช่น ความกว้าง ความยาว น้ำหนัก
อุณหภูมิของอากาศ การคิดภาษี ฯลฯ บางครั้งไม่สามารถบอกปริมาณที่แท้จริงเป็นจำนวนเต็มได้ เนื่องจาก
การใช้หน่วยที่เป็นจำนวนเต็มอย่างเดียวไม่เพียงพอ ยังมีปริมาณที่เป็นเศษของหน่วยหรือไม่เต็มหน่วย จึงต้องมีการเขียนตัวเลขแทนปริมาณเหล่านั้นอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า ทศนิยม ซึ่งมีการตกลงที่เป็นสากล ดังนี้
การเขียนทศนิยม ใช้ “ . ” เรียกว่า จุดทศนิยม คั่นระหว่างจำนวนนับกับเศษของหน่วย เช่น
3 . 1 2
12 =เศษของหน่วย
. =จุดทศนิยม
3 =จำนวนนับ
การอ่านทศนิยม
ตัวเลขหน้าจุดทศนิยมอ่านแบบจำนวนนับ ตัวเลขหลังจุดทศนิยมอ่านแบบเรียงตัว เช่น
0.02 อ่านว่า ศูนย์จุดศูนย์สอง
1.50 อ่านว่า หนึ่งจุดห้าศูนย์
12.235 อ่านว่า สิบสองจุดสองสามห้า
ทศนิยมและการเปรียบเทียบทศนิยม
ความรู้เกี่ยวกับทศนิยมได้ถูกนา มาใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 โดยนัก
คณิตศาสตร์ 3 ท่านคือ Francois Vieta, Simon Steven และ Neper John Napier (ค.ศ.1550 - 1617)
โดยได้นา ทศนิยมมาใช้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการวัดความยาว การคิดคา นวณสา หรับการสร้าง
บ้านเรือน การคิดราคาสินค้า และการคิดภาษี เป็นต้น เพราะการใช้หน่วยที่เป็นจา นวนเต็มนั้นไม่
เพียงพอ การใช้หน่วยเล็ก ๆ เป็นสิ่งจา เป็น ทา ให้ได้ความละเอียดในการวัดและการคิดคา นวณมากขึ้น
ดังนั้นจึงมีการนา ทศนิยมมาใช้ ดังจะเห็นได้จากระบบเมตริก และในปัจจุบันนักเรียนได้เริ่มเรียน
เกี่ยวกับทศนิยมตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3นักเรียน มักพบเห็น เกี่ยวกับการใช้ตัวเลขที่ อยู่ในรูป ทศนิยม อยู่เสมอ ในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่าง
น้ำ มันเบนซินธรรมดาราคาลิตรละ 29 บาท 59 สตางค์ แทนด้วย 29.59 บาท
ปลาทับทิมตัวหนึ่งหนัก 1 กิโลกรัม 4 ขีด แทนด้วย 1.4 กิโลกรัม
แบงค์หนัก 48 กิโลกรัม 40 กรัม แทนด้วย 48.40 กิโลกรัม
1. การเปรียบเทียบทศนิยมการเปรียบเทียบทศนิยมที่เป็นบวกสองจานวนใด ๆ
ให้พิจารณาเลขโดดคู่แรกในตำแหน่งเดียวกันที่ไม่เท่ากัน จำนวนที่มีเลขโดดในตำแหน่งนั้น มากกว่าจะเป็นจำนวนที่มากกว่า เช่น
1) ต้องการเปรียบเทียบ 8.34 กับ 1.35 เนื่องจากเลขโดดคู่แรกในตำแหน่งเดียวกันที่ไม่เท่ากัน คือ เลขโดในหลักหน่วย ได้แก่ 8 และ 1 ซึ่ง 8 > 1 ดังนั้น 8.34 > 1.35
2) ต้องการเปรียบเทียบ 9.31 กับ 9.72 เนื่องจาก เลขโดดคู่แรกเป็นจานวนเต็ม คือ 9 เท่ากัน จึงพิจารณาเลขโดดคู่แรกในตำแหน่งเดียวกันที่ไม่เท่ากัน คือ เลขโดดในทศนิยมตำแหน่งที่หนึ่ง ได้แก่ 3 และ 7 ซึ่ง 3 < 7
ดังนั้น 9.31 < 9.72
3) ต้องการเปรียบเทียบ 0.567 กับ 0.569 เนื่องจากเลขโดดคู่แรกในตำแหน่งเดียวกันที่ไม่เท่ากัน คือ เลขโดดในทศนิยมตำแหน่งที่สาม ได้แก่ 7 กับ 9 ซึ่ง 7 น้อยกว่า 9 ดังนั้น 0.567 < 0.569
2. การเปรียบเทียบทศนิยมที่เป็นลบสองจานวนใด ๆ
ให้พิจารณาเช่นเดียวกับทศนิยมที่เป็นบวก โดยหาค่าสัมบูรณ์ของทศนิยมที่เป็นลบทั้ง สองจานวน ซึ่งจานวนที่มีค่าสัมบูรณ์น้อยกว่า จะเป็นจานวนที่มีค่ามากกว่า เช่น
1) ต้องการเปรียบเทียบ -0.83 กับ -0.85 เนื่องจากค่าสัมบูรณ์ของ -0.83 เท่ากับ 0.83 และค่าสัมบูรณ์ของ -0.85 เท่ากับ 0.85 และ 0.83 < 0.85 ดังนั้น -0.83 > -0.85
2) ต้องการเปรียบเทียบ -6.43 กับ -2.55 เนื่องจากค่าสัมบูรณ์ของ -6.43 เท่ากับ 6.43 และค่าสัมบูรณ์ของ -2.55 เท่ากับ 2.55 และ 6.43 > 2.55 ดังนั้น -6.43 < -2.55
3. การเปรียบเทียบทศนิยมที่เป็นบวกและทศนิยมที่เป็นลบ
เนื่องจากทศนิยมที่เป็นบวกอยู่ทางขวาของ 0 และทศนิยมที่เป็นลบอยู่ทางซ้ายของ 0 ดังนั้นทศนิยมที่เป็นบวกย่อมมีค่ามากกว่าทศนิยมที่เป็นลบ เช่น 0.003 > -4.23, 0.157 > -2.33
การบวกทศนิยม
นักเรียนเคยศึกษามาแล้วว่า การบวกทศนิยมที่เป็นบวกว่ามีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับการบวก จา นวนนับ คือจะต้องจัดเลขโดดที่อยู่ในหลักเดียวกันหรือตา แหน่งเดียวกันให้ตรงกันเสมอ แล้วจึง บวกกัน หรืออาจกล่าวได้ว่าให้จัดทศนิ ยมที่เป็นตัวตั้งและทศนิยมที่เป็นตัวบวกให้จุดทศนิยมตรงกัน ถ้าเป็นทศนิยมที่มีตา แหน่งทศนิยมไม่เท่ากัน อาจใส่เลข 0 หลังตัวเลขตัวสุดท้ายของทศนิยมนั้น ๆ เพื่อให้มีตา แหน่งทศนิยมเท่ากันก็ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1 จงหาผลบวก 24.37 + 31.541
วิธีทา 24.37 + 31.541 = 24.370 + 31.541
24.370 +
31.541
55.911
ตอบ 55.911
ตัวอย่างที่ 2 จงหาผลบวก 15.1 + 38.06
วิธีทา 15.1 + 38.06 = 15.10 + 38.06
............................. +
ตอบ ………………
การบวกทศนิยมที่เป็นบวกด้วยทศนิยมที่เป็นบวกให้นำค่าสัมบูรณ์
ของ แต่ละจำนวนมาบวกกันแล้วตอบเป็น จำนวนบวก
ตัวอย่างที่ 3 จงหาผลบวก (-3.79) + (-9.32)
วิธีทา -3.79 +
-9.32
-13.11
ตอบ -13.11
ตัวอย่างที่ 4 จงหาผลบวก (-0.37) + (-1.4)
วิธีทา (-0.37) + (-1.4) = (-0.37) + (-1.40)
............................. +
ตอบ ………………
การบวกทศนิยมที่เป็นลบด้วยทศนิยมที่เป็นลบให้นำค่าสัมบูรณ์
ของแต่ละจำนวนมาบวกกันแล้วตอบเป็นจำนวนลบ
ตัวอย่างที่ 5 จงหาผลบวก 3.6 + (-0.735)
วิธีทา 3.6 + (-0.735) = 3.600 + (-0.735)
3.600 +
-0.735
2.865
ตอบ 2.865
ตัวอย่างที่ 6 จงหาผลบวก (-9.47) + 7.75
วิธีทา -9.47 +
7.75
-1.72
ตอบ -1.72
การบวกระหว่างทศนิยมที่เป็นบวกกับทศนิยมที่เป็นลบ
ให้นำค่าสัมบูรณ์ที่มากกว่าลบด้วยค่าสัมบูรณ์ที่น้อยกว่า
แล้วตอบเป็นจำนวนบวกหรือจำนวนลบตาม จำนวนที่มีค่า
การลบทศนิยม
การหาผลลบของทศนิยมใด ๆ ว่าใช้ข้อตกลงเดียวกัน การหาผลลบของจำนวนเต็ม ดังนี้
ตัวตั้ง – ตัวลบ = ตัวตั้ง + จานวนตรงข้ามของตัวลบ
เมื่อ a และ b แทนทศนิยมใด ๆ
a - b = a + จำนวนตรงข้ามของ b
หรือ a - b = a + (-b)
เช่น 3.76 - 2.55 = 3.76 + (-2.55)
(-7.92) - 4.07 = (-7.92) + (-4.07)
(-12.43) - (-10.71) = (-12.43) + 10.71
88.75 - (-46.39) = 88.75 + 46.39
เมื่อเขียนการลบให้อยู่ในรูปการบวกแล้วจึงหาผลบวกของทศนิยม ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 8 จงหาผลลบ 3.76 - 2.55
วิธีทา 3.76 - 2.55 = 3.76 + (-2.55)
3.76 +
-2.55
1.21
ตอบ 1.21
ตัวอย่างที่ 9 จงหาผลบวก (-7.92) - 4.07
วิธีทา (-7.92) - 4.07 = (-7.92) + (-4.07)
- 7.92 +
- 4.07
-11.99
ตอบ -11.99
ตัวอย่างที่ 10 จงหาผลบวก (-12.43) ‟ (-10.71)
วิธีทา (-12.43) ‟ (-10.71) = (-12.43) + 10.71
.............................
+
ตอบ ………………
8.แนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้
8.แนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้
ในการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมีการใช้เท๕โนโลยีทางการศึกษามาช่วยในการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก มีโปรแกรมต่างๆเกิดขึ้มากมาย เช่น GSP,SPSS , E-book , Power point ซึ่งแนวคิดเหล่านี้เราอาจมาจัดทำการเรียนการสอนในวิชา ทศนิยมและการบวกลบทศนิยมในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นวิธีการนำเสนอด้วย Power point E-Book โดยมีจุดประสงค์การเรียนรู้ดังนี้
1.ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
1.1 ความหมาย การอ่านและการเขียนทศนิยม
1.2 หลัก ค่าประจำหลัก และค่าของเลขโดดในแต่ละหลัก และการเขียนในรูปกระจาย
1.3 การเปรียบเทียบทศนิยม
1.4 ทศนิยมกับการนำไปใช้
1.5 การบวกทศนิยม
1.6 การลบทศนิยม
2. ได้แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องทศนิยม และการบวก ลบทศนิยม
7. รูปแบบสื่อหลายมิติในการเรียนการสอนความหมายของสื่อหลายมิติ
7. รูปแบบสื่อหลายมิติในการเรียนการสอนความหมายของสื่อหลายมิติ
- ( images.minint.multiply.multiplycontent.com/)สื่อหลายมิติ คือ การเสนอข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสามารถรับ
สารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ที่สื่อเสนอได้โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากรูปแบบหนึ่งไปยังอีกรูปแบบหนึ่งได้ในทันทีด้วยความรวดเร็ว ซึ่ง “สื่อหลายมิติ” (Hypermedia) นี้ได้พัฒนามาจาก “ข้อความหลายมิติ” (Hypertext) ซึ่งเป็นการเสนอเพียงข้อความตัวอักษร ภาพกราฟิกและเสียงที่มีมาแต่เดิม จากความหมายและลักษณะของสื่อหลายมิติที่ได้ทราบไปแล้วนั้นว่าจะเสนอข้อมูลในลักษณะตัวอักษร ภาพกราฟิกอย่างง่ายๆ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาข้อความหลายมิติให้สามารถบรรจุข้อมูลได้หลากหลายประเภทขึ้นจึงได้ชื่อว่าเป็น “ไฮเปอร์มีเดีย” (Hypermedia) หรือตามศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถานว่า “สื่อหลายมิติ”
สื่อหลายมิติ (Hypermedia) เป็นการขยายแนวความคิดของข้อความหลายมิติในเรื่องของการเสนอข้อมูลในลักษณะไม่เป็นเส้นตรง และเพิ่มความสามารถในการบรรจุข้อมูลในลักษณะของภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทัศน์ ภาพกรกฟิกที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ภาพถ่าย เสียงพูด เสียงดนตรี เข้าไว้ในเนื้อหาด้วย เพื่อให้ผู้ใช้หรือผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาเรื่องราวในลักษณะต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบมากขึ้นกว่าเดิม (กิดานันท์ มลิทอง. 2540: 269)
สื่อหลายมิติ (Hypermedia) เป็นเทคนิคที่ต้องการใช้สื่อผสมอื่นๆ ที่คอมพิวเตอร์สามารถนำเสนอได้ในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้ง ข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว (น้ำทิพย์ วิภาวิน, 2542 : 53) Hypermedia เป็นการขยายแนวความคิดจาก Hypertext อันเป็นผลมาจากพัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สามารถผสมผสานสื่อและอุปกรณ์หลายอย่างให้ทำงานไปด้วยกัน (วิเศษศักดิ์ โคตรอาชา และคณะ , 2542 : 53)
-(http://www.edtechno.com/site/index.php?option-com_content&view)
รูปแบบของสื่อหลายมิติในการสอนประกอบด้วยอะไร
รูปแบบของสื่อหลายมิติในการสอนประกอบด้วยอะไร
มีการสำสื่อหลายมิติเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนในรูปของบทเรียนหลายมิติขึ้นโดยการผลิตเนื้อหาหรือเรื่องราวต่างๆ ที่จะใช้สอนในลักษณะสื่อหลายมิติ โดยการใช้ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวและเสียงต่างๆ บรรจุลงไปในบทเรียนหลายมิติ
ประโยชน์และลักษณะของบทเรียนหลายมิติ
ประโยชน์และลักษณะของบทเรียนหลายมิติ
1) เรียกดูความหมายของคำศัพท์
2) ขยายความเข้าใจ เนื้อหาโดย ดูแผนภาพ หรือภาพวาด ภาพถ่าย ฟังคำอธิบาย ฟังเสียงดนตรี เป็นต้น
3) ใช้สมุดบันทึกที่มีอยู่ในโปรแกรมบันทึกใจความสำคัญ
4) ใช้เครื่องมือวาดภาพในโปรแกรมวาดแผนที่มโนทัศน์ของตน
5) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่สนใจมาอ่านได้โดยสะดวก
6) ใช้แผนที่ระบบดูว่าขณะนี้กำลังเรียนอยู่ส่วนใดของบทเรียน
สื่อหลายมิติแบบปรับตัว หมายถึง ความสัมพันธ์กันระหว่างสื่อหลายมติติกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งปกติสื่อหลายมิติจะนำเสนอข้อมูลสารสนเทศที่เป็นเนื้อหา ลิงค์ หรืออื่นๆ ที่ออกแบบสำหรับผู้เรียนทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้เรียนแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันในการรับข้อมูลจากสื่อหลายมติ ดังนั้นสื่อหลายมิติแบบปรับตัว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างสื่อหลายมติและระบบการสอนที่ฉลาดในการตอบสนองผู้เรียนแต่ละคน โดยสื่อหลายมติแบบปรับตัวเป็นการพยายามที่จะพัฒนารูปแบบให้สามารถปรับตัวและตอบสนองผู้เรียนเป็นรายบุคคล
2) ขยายความเข้าใจ เนื้อหาโดย ดูแผนภาพ หรือภาพวาด ภาพถ่าย ฟังคำอธิบาย ฟังเสียงดนตรี เป็นต้น
3) ใช้สมุดบันทึกที่มีอยู่ในโปรแกรมบันทึกใจความสำคัญ
4) ใช้เครื่องมือวาดภาพในโปรแกรมวาดแผนที่มโนทัศน์ของตน
5) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่สนใจมาอ่านได้โดยสะดวก
6) ใช้แผนที่ระบบดูว่าขณะนี้กำลังเรียนอยู่ส่วนใดของบทเรียน
สื่อหลายมิติแบบปรับตัว หมายถึง ความสัมพันธ์กันระหว่างสื่อหลายมติติกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งปกติสื่อหลายมิติจะนำเสนอข้อมูลสารสนเทศที่เป็นเนื้อหา ลิงค์ หรืออื่นๆ ที่ออกแบบสำหรับผู้เรียนทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้เรียนแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันในการรับข้อมูลจากสื่อหลายมติ ดังนั้นสื่อหลายมิติแบบปรับตัว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างสื่อหลายมติและระบบการสอนที่ฉลาดในการตอบสนองผู้เรียนแต่ละคน โดยสื่อหลายมติแบบปรับตัวเป็นการพยายามที่จะพัฒนารูปแบบให้สามารถปรับตัวและตอบสนองผู้เรียนเป็นรายบุคคล
-(http://www.gotoknow.org/blog/429502-52920126/281932)สื่อหลายมิติ Hypermedia จึงเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นการนำเสนอข้อมูล เพื่อให้ผู้รับสามารถรับข้อมูลสารสนเทศในรูปแบบต่างๆที่มีความสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากรูปแบบหนึ่งไปยังอีกรูปแบบหนึ่งได้ในทันทีด้วยความรวดเร็วและเพิ่มความสามารถในการบรรจุข้อมูลในลักษณะของภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์ ภาพกราฟิก ภาพนิ่ง ภาพสามมิติ ภาพถ่าย เสียงพูดเสียงดนตรีเข้าไว้ในเนื้อหาด้วย เพื่อให้ผู้ใช้หรือผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาเรื่องราวในลักษณะต่างๆได้หลายรูปแบบมากขึ้นกว่าเดิมจากความสามารถของสื่อหลายมิติที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันได้หลากหลายรูปแบบได้อย่างรวดเร็วนี้เอง จึงได้มีการนำมาปรับใช้ในการศึกษาที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดความสนใจในบทเรียนจากสื่อหลายมิติ และผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความต้องการและตามศักยภาพ โดยสถาบันการศึกษาหลายแห่งมีการใช้สื่อหลายมิติในการเรียนการสอนในระดับชั้นและวิชาเรียนต่างๆแล้วในปัจจุบัน
ปัจจุบันสื่อหลายมิติได้มีการพัฒนาโดยผสมผสานเทคนิคและเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้แนวทางในการพัฒนาสื่อหลายมิติ โดยทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานสื่อหลากหลายชนิดและเชื่อมโยงไปสู่แหล่งข้อมูลอื่นที่น่าสนใจ ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้ จนกระทั่งเกิดการค้นหาวิธีและพัฒนาไปสู่แนวทางใหม่ของสื่อหลายมิติ ที่เรียกว่า สื่อหลายมิติแบบปรับตัว หมายถึง ความสัมพันธ์กันระหว่างสื่อหลายมิติกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งปกติสื่อหลายมิติจะนำเสนอข้อมูลสารสนเทศที่เป็นเนื้อหา ลิงค์ หรือสื่ออื่นๆที่ออกแบบสำหรับผู้เรียนทุกคนแต่ในความเป็นจริงแล้วผู้เรียนแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันในการรับข้อมูลจากสื่อหลายมิติ ดังนั้นสื่อหลายมิติแบบปรับตัว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างสื่อหลายมิติและระบบการสอนที่ฉลาดในการตอบสนองผู้เรียนแต่ละคน โดยสื่อหลายมิติแบบปรับตัวเป็นการพยายามที่จะพัฒนารูปแบบให้สามารถปรับตัวและตอบสนองผู้เรียนเป็นรายบุคคล เช่นระบบจะเลือกข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนแต่ละคนในแฟ้มข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ความรู้ ประสบการณ์รูปแบบการเรียนรู้ หรือข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ และสามารถปรับเปลี่ยนระบบให้ตอบสนองตรงตามความต้องการสำหรับผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลสารสนเทศตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ทั้งนี้สื่อหลายมิติที่ได้รับการออกแบบอย่างถูกต้องและเป็นระบบจะช่วยตอบสนองให้เกิดการเรียนรู้ได้ตามความสามารถ และความต้องการของผู้เรียน เป็นการดึงดูดความสนใจของผู้เรียนและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบรายบุคคลและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามศักยภาพได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1. รูปแบบหลัก 2. รูปแบบผู้เรียน 3. รูปแบบการปรับตัว โดยผ่านการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์หรือระบบผ่านแบบฟอร์มจากเว็บบราวเซอร์ เช่น Internet Explorer
สรุป สื่อหลายมิติ คือ การเสนอข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสามารถรับสารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ที่สื่อเสนอได้โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากรูปแบบหนึ่งไปยังอีกรูปแบบหนึ่งได้ในทันทีด้วยความรวดเร็ว ในลักษณะของภาพเคลื่อนไหวแบบวีดีทัศน์ ภาพกรกฟิกที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ภาพถ่าย เสียงพูด เสียงดนตรี เข้าไว้ในเนื้อหาด้วย จะทำให้ผู้ใช้หรือผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาเรื่องราวในลักษณะต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบมากขึ้นกว่าเดิม
เอกสารอ้างอิง
http://www.images.minint.multiply.multiplycontent.com/: เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม
http://www.edtechno.com/site/index.php?option-com_content&view: เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม
http://www.gotoknow.org/blog/429502-52920126/281932: เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม
6. สื่อการสอน
6. สื่อการสอน
images.s4920117113s.multiply.multiplycontent.com/.../สื่อการสอนคืออะ... ได้รวบรวมแล้วกล่าวว่า สื่อการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการการเรียนการสอน เพื่อเป็นตัวกลางในการนำส่งหรือถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติ จากผู้สอนหรือแหล่งความรู้ไปยังผู้เรียน ช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่ตั้งไว้
ประเภทของสื่อการสอน
ประเภทของสื่อการสอน
1. วัสดุที่ไม่ต้องฉาย ได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิ กราฟ ของจริง ของตัวอย่าง หุ่นจำลอง แผนที่ กระดาษสาธิต ลูกโลก กระดานชอล์ค กระดานนิเทศ กระดานแม่เหล็ก การแสดงบทบาท นิทรรศการ การสาธิต และการทดลองเป็นต้น
2. วัสดุฉายและเครื่องฉาย ได้แก่ สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพโปร่งใส ภาพทึบ ภาพยนตร์ และเครื่องฉายต่าง ๆ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์ และฟิล์มสตริป เครื่องฉายกระจกภาพ เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพทึบแสง เครื่องฉายภาพจุลทัศน์ เป็นต้น
3. โสตวัสดุและเครื่องมือ ได้แก่ แผ่นเสียง เครื่องเล่นจานเสียง เทป เครื่องบันทึกเสียง เครื่องขยายเสียง และวิทยุ เป็นต้น
(http://reg.ksu.ac.th/teacher/sudatip/Elearning_files/data2.html) ได้รวบรวมแล้วกล่าวว่า สื่อการสอน (Instruction Media) หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ หรือวิธีการใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวกลาง หรือพาหะในการถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ ทักษะและประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียน สื่อการสอนแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติพิเศษและมีคุณค่าในตัวของมันเองในการเก็บและแสดงความหมายที่เหมาะสมกับเนื้อหาและเทคนิควิธีการใช้อย่างมีระบบ
ประเภทของสื่อการสอน สื่อการสอนแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. วัสดุ (Materials) เป็นสื่อเล็กหรือสื่อเบา บางทีเรียกว่า Soft Ware สื่อประเภทนี้ผุพังได้ง่าย เช่น
1.1 แผนภูมิ (Charts)
1.2 แผนภาพ (Diagrams)
1.3 ภาพถ่าย (Poster)
1.4 โปสเตอร์ (Drawing)
1.5 ภาพเขียน (Drawing)
1.6 ภาพโปร่งใส (Transparencies)
1.7 ฟิล์มสตริป (Filmstrip)
1.8 แถบเทปบันทึกภาพ (Video Tapes)
1.9 เทปเสียง (Tapes) ฯลฯ
2. อุปกรณ์ (Equipment) เป็นสื่อใหญ่หรือหนัก บางทีเรียกว่า สื่อ Hardware สื่อประเภทนี้ ได้แก่
2.1 เครื่องฉายข้ามศีรษะ (Overhead Projectors)
2.2 เครื่องฉายสไลค์ (Slide Projectors)
2.3 เครื่องฉายภาพยนตร์ (Motion Picture Projectors)
2.4 เครื่องเทปบันทึกเสียง (Tape Receivers)
2.5 เครื่องรับวิทยุ (Radio Receivers)
2.6 เครื่องรับโทรทัศน์ (Television Receivers)
3. วิธีการ เทคนิค หรือกิจกรรม (Method Technique or Activities) ได้แก่
3.1 บทบาทสมมุติ (Role Playing)
3.2 สถานการณ์จำลอง (Simulation)
3.3 การสาธิต (Demonstration)
3.4 การศึกษานอกสถานที่ (Field Trips)
3.5 การจัดนิทรรศการ (Exhibition)
3.6 กระบะทราย (Sand Trays)
(images.destruction127.multiply.multiplycontent.com/.../งานส่ง.doc?key...) ได้รวบรวมแล้วกล่าวว่า สื่อการสอน หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ วิธีการต่างๆ ที่ใช้เป็นสื่อกลางระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ในการถ่ายทอดความรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น สื่อการสอนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนการสอน ซึ่งแต่เดิมสื่อการสอนถูกเรียกว่า โสตทัศนูปกรณ์
สื่อการศึกษาออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
1. เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ โดยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการส่งสาร หรือส่งสื่อ ซึ่งเครื่องมือ หรืออุปกรณ์นี้ จำเป็นต้องมี ส่วนประกอบที่เรียกว่า soft ware เพื่อนำข้อมูลในวัสดุ ส่งไปยังผู้รับ
2. วัสดุ (soft ware) เป็นสื่อเล็กหรือสื่อเบา ทำหน้าที่คือ การเก็บสารไว้ในตัว เพื่อใช้ประกอบกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์เพื่อใช้ในการส่งสาร หรือบางครั้ง ก็สามารถส่งสารด้วยตัวของมันเอง
3. เทคนิค หรือวิธีการ เป็นการกระทำที่อยู่ในรูปแบบของการปฏิบัติ อาจจะใช้วัสดุเครื่องมือ หรือไม่ใช้ก็ได้ เทคนิคที่จัดว่าเป็นสื่อการสอนเช่น การแสดงนาฏการ การสาธิต การบรรยาย เป็นต้น
สรุปสื่อการสอน คือ ตัวกลางหรือช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
2. วัสดุฉายและเครื่องฉาย ได้แก่ สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพโปร่งใส ภาพทึบ ภาพยนตร์ และเครื่องฉายต่าง ๆ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์ และฟิล์มสตริป เครื่องฉายกระจกภาพ เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพทึบแสง เครื่องฉายภาพจุลทัศน์ เป็นต้น
3. โสตวัสดุและเครื่องมือ ได้แก่ แผ่นเสียง เครื่องเล่นจานเสียง เทป เครื่องบันทึกเสียง เครื่องขยายเสียง และวิทยุ เป็นต้น
(http://reg.ksu.ac.th/teacher/sudatip/Elearning_files/data2.html) ได้รวบรวมแล้วกล่าวว่า สื่อการสอน (Instruction Media) หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ หรือวิธีการใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวกลาง หรือพาหะในการถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ ทักษะและประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียน สื่อการสอนแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติพิเศษและมีคุณค่าในตัวของมันเองในการเก็บและแสดงความหมายที่เหมาะสมกับเนื้อหาและเทคนิควิธีการใช้อย่างมีระบบ
ประเภทของสื่อการสอน สื่อการสอนแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. วัสดุ (Materials) เป็นสื่อเล็กหรือสื่อเบา บางทีเรียกว่า Soft Ware สื่อประเภทนี้ผุพังได้ง่าย เช่น
1.1 แผนภูมิ (Charts)
1.2 แผนภาพ (Diagrams)
1.3 ภาพถ่าย (Poster)
1.4 โปสเตอร์ (Drawing)
1.5 ภาพเขียน (Drawing)
1.6 ภาพโปร่งใส (Transparencies)
1.7 ฟิล์มสตริป (Filmstrip)
1.8 แถบเทปบันทึกภาพ (Video Tapes)
1.9 เทปเสียง (Tapes) ฯลฯ
2. อุปกรณ์ (Equipment) เป็นสื่อใหญ่หรือหนัก บางทีเรียกว่า สื่อ Hardware สื่อประเภทนี้ ได้แก่
2.1 เครื่องฉายข้ามศีรษะ (Overhead Projectors)
2.2 เครื่องฉายสไลค์ (Slide Projectors)
2.3 เครื่องฉายภาพยนตร์ (Motion Picture Projectors)
2.4 เครื่องเทปบันทึกเสียง (Tape Receivers)
2.5 เครื่องรับวิทยุ (Radio Receivers)
2.6 เครื่องรับโทรทัศน์ (Television Receivers)
3. วิธีการ เทคนิค หรือกิจกรรม (Method Technique or Activities) ได้แก่
3.1 บทบาทสมมุติ (Role Playing)
3.2 สถานการณ์จำลอง (Simulation)
3.3 การสาธิต (Demonstration)
3.4 การศึกษานอกสถานที่ (Field Trips)
3.5 การจัดนิทรรศการ (Exhibition)
3.6 กระบะทราย (Sand Trays)
(images.destruction127.multiply.multiplycontent.com/.../งานส่ง.doc?key...) ได้รวบรวมแล้วกล่าวว่า สื่อการสอน หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ วิธีการต่างๆ ที่ใช้เป็นสื่อกลางระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ในการถ่ายทอดความรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น สื่อการสอนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนการสอน ซึ่งแต่เดิมสื่อการสอนถูกเรียกว่า โสตทัศนูปกรณ์
สื่อการศึกษาออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
1. เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ โดยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการส่งสาร หรือส่งสื่อ ซึ่งเครื่องมือ หรืออุปกรณ์นี้ จำเป็นต้องมี ส่วนประกอบที่เรียกว่า soft ware เพื่อนำข้อมูลในวัสดุ ส่งไปยังผู้รับ
2. วัสดุ (soft ware) เป็นสื่อเล็กหรือสื่อเบา ทำหน้าที่คือ การเก็บสารไว้ในตัว เพื่อใช้ประกอบกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์เพื่อใช้ในการส่งสาร หรือบางครั้ง ก็สามารถส่งสารด้วยตัวของมันเอง
3. เทคนิค หรือวิธีการ เป็นการกระทำที่อยู่ในรูปแบบของการปฏิบัติ อาจจะใช้วัสดุเครื่องมือ หรือไม่ใช้ก็ได้ เทคนิคที่จัดว่าเป็นสื่อการสอนเช่น การแสดงนาฏการ การสาธิต การบรรยาย เป็นต้น
สรุปสื่อการสอน คือ ตัวกลางหรือช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
URL:images.s4920117113s.multiply.multiplycontent.com/.../สื่อการสอนคืออะ....เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554
URL:http://reg.ksu.ac.th/teacher/sudatip/Elearning_files/data2.html.เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554
URL:images.destruction127.multiply.multiplycontent.com/.../งานส่ง.doc?key....เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554
URL:http://reg.ksu.ac.th/teacher/sudatip/Elearning_files/data2.html.เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554
URL:images.destruction127.multiply.multiplycontent.com/.../งานส่ง.doc?key....เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)